เปรียบเทียบ ราคา ปลูกผม การรักษาผมบาง หัวล้าน ที่คุ้มค่าจริง หรือไม่

0 Submitted by on Wed, 17 December 2014, 10:09

คลิ๊กที่นี่เพื่อดูภาพก่อนหลัง

ในการเก็บสถิติและวิจัย ปัญหาผมร่วง ผมบาง หัวล้าน ที่พบอยู่ในประเทศไทย ณ ปัจจุบันแล้ว จะพบว่า มีชายไทยจำนวน 1 ใน 3 ที่มีปัญหาหัวล้าน ในขณะที่ผู้หญิงจะพบปัญหาผมบาง เพียง 1 ใน 10 คนจะพบผมบางผิดปกติ 1 คน และสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้แต่ละคนต้องเจอกับปัญหาหัวล้าน ผมร่วงนั้น 90% มีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์

Adjust-to-Hair-Loss-and-Baldness-Step-5

ปัญหาผมร่วงจากกรรมพันธุ์นั้น ถือเป็นปัญหาใหญ่ เพราะทางรักษานั้นยากมากที่จะหายขาด เพราะเนื่องจากสาเหตุผมร่วงเหล่านี้เกิดจากฮอร์โมนในร่างกาย ที่ชื่อว่า DHT ซึ่งไม่มีทางหมดไปจากร่างกายได้อย่างถาวร

วิธีการรักษาโดยทั่วไปที่มีอยู่ ก็จะมีตั้งแต่ทานยา ทายารักษา ใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปจนถึงการปลูกผมถาวร ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ต้องผ่าตัด ซึ่งหลายคนอาจมองว่า นี่คือหนทางการรักษาที่ดีที่สุด แต่ว่าวิธีการเหล่านี้ มีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ ที่คุณอาจนึกไม่ถึงว่า มันได้ไม่คุ้มเสีย

ความจริงเกี่ยวกับการรักษาปัญหา ผมร่วง ผมบาง หัวล้าน

ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก ที่มาทดแทน ซึ่งแต่ละคนก็จะมองหาการรักษาที่ราคาถูกเข้าว่า จนลืมมองว่าปัญหา ผมร่วง ผมบาง หัวล้าน ที่กำลังเผชิญอยู่ มีสาเหตุจากอะไร และสภาพหนังศีรษะที่ ณ ปัจจุบัน ตอนนี้ จะใช้วิธีไหนที่รักษาได้ผล

โดยปกติทั่วไปแล้ว นอกจากสาเหตุของปัญหาผมร่วง ผมบาง หัวล้านแล้ว ก็จะต้องดูว่าสภาพหนังศีรษะ รากผมของผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง หัวล้าน นั้น รากผมตายแล้วหรือไม่ หากรากผมยังไม่ได้ การรักษาก็จะมีวิธีการหลาย ทั้งรักษาด้วยยาทา ยาทาน ตามที่รู้จักกันนั้นคือ ฟีเนสเทอไรด์ และ ไมน็อกซิดิล ซึ่งมีการยืนยันทางการแพทย์แล้วว่า สามารถยับยั้งการผลิต DHT ได้ แต่ว่าไม่ถาวร และมีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก อาจทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลงได้ และรวมถึงผลข้างเคียงอื่นๆ อีก แต่ทั้งนี้ นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว ก็ยังมีการใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ เทคโนโลยีMeso Hair ที่ฉีดยายับยั้งผมร่วง และรวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามาใช้ในการรักษากระตุ้นรากผมด้วย ผลลัพธ์ของการรักษาก็จะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและประสิทธิภาพของเทคโนโลยี

ส่วนในกรณีที่รากผมตายแล้ว ผมไม่งอกขึ้นใหม่ จนทำให้หัวล้าน นั้น การรักษาด้วยยา หรือเทคโนโลยีใดๆที่กระตุ้นรากผมให้ผลิตเส้นผมนั้นไม่ได้ผมอย่างแน่นอน ทางที่จะรักษาได้นั่นคือ ต้องปลูกผมถาวร อาจจะด้วยวิธีผ่าตัดแผ่นหนังศีรษะ ผ่าตัดย้ายเซลล์รากผม หรือด้วยการใช้เทคโนโลยีย้ายรากผม และเส้นผมในบริเวณที่มีเส้นผมอยู่ไปปลูกยังบริเวณที่รากผมตายแล้วแทน ซึ่งวฺิธีการผ่าตัดปลูกผมเหล่านี้ มีราคาสูง และก็ผลข้างเคียงและผลเสียอยู่พอสมควร ที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ และคาดไม่ถึงเป็นแน่

การศัลยกรรมปลูกผมในปัจจุบัน

ในการปลูกผมถาวรนั้น ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากขึ้น จึงทำให้วิธีการปลูกผมถาวรที่มีอยู่เดิมนั้น ได้รับการพัฒนา จนกลายเป็นเทคนิควิธีที่หลากหลายมากขึ้น โดยการปลูกผม ณ ตอนนี้ ก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องผ่าตัดศัลยกรรมอีกต่อไป เพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วย ให้สามารถปลูกผมได้โดยไม่ต้องผ่าตัดเหมือนเดิมแล้ว ซึ่งวิธีการผ่าตัดทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันมี ดังนี้

DSC6116

1. การปลูกผมที่ต้องผ่าตัด FUT- Follicular Unit Transplantation คือ เทคนิควิธีการศัลยกรรมปลูกผมแบบนี้ โดยศัลยแพทย์จะทำการตัดหนังศีรษะออกมาแถบหนึ่ง เย็บหนังศีรษะเข้าหากัน แล้วนำแถบผมที่ได้มาแบ่งเซลล์ผมออกเป็นกอๆ(กราฟ) โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ ก่อนที่จะนำไปปลูกในบริเวณที่รากผมตายแล้ว

Dr-Rhett-Bosnich.PRPFacialRejuvenation

2. การปลูกผมด้วยวิธีย้ายรากผม FUE-Follicular Unit Extraction เป็นเทคนิกการเจาะเอารากผมเพื่อไปใช้ปลูก วิธีการคือใช้หัวเจาะขนาดเล็กที่มีความคมเจาะเอารากผมขึ้นมา แล้วย้ายไปปลูกในบริเวณที่หัวล้าน รากผมตายแล้ว โดยต้องใช้เทคนิคที่ดีและความละเอียดประณีตอย่างมาก เนื่องจากการเจาะลงไปถ้าไม่ชำนาญจะทำให้หัวเจาะไปตัดรากผมขาดได้ การผ่าตัดแบบเจาะจึงต้องใช้ฝีมือและเวลาในการปลูกผมนานกว่า

NAP_2406

3. การปลูกผมโดยใช้หุ่นยนต์ (the ARTAS® Robotic Procedure) ก็จัดเป็นการปลูกผมด้วยวิธี FUE ชนิดหนึ่ง เพียงแต่ใช้หุ่นยนต์ช่วยเหลือแพทย์ในการเจาะรูของเส้นผมด้านหลังและนำออกจากหนังศีรษะเท่านั้น หุ่นยนต์ก็มีหน้าที่แค่ช่วยเหลือแพทย์ในการเจาะรูของเส้นผมด้านหลังและนำออกจากหนังศีรษะเท่านั้น ส่วนการนำเซลล์ผมมาปลูกยังบริเวณศีรษะล้าน หุ่นยนต์ไม่สามารถทำได้ ยังต้องอาศัยคนปลูกอยู่ดี

IMG_0626

4. เทคโนโลยี ปลูกผมด้วย STEM CELL เป็น นวัตกรรมในการรักษาผมร่วง ศีรษะล้าน ใหม่ล่าสุด ด้วยสเต็มเซลล์ ที่สกัดจากพลาสมาเซลล์ วิธีการนี้จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์รากผม ที่ไม่งอกใหม่หรือตายไปแล้ว สามารถกลับมางอกใหม่อีกครั้ง ด้วยเทคโนโลยี Growth factor และ Stem Cell

วิธีการคือ แพทย์เจาะเลือด นำเข้าเครื่องสกัดสเต็มเซลล์และ Growth factorจากนั้น จึงนำส่วนผสมพิเศษที่ได้ มาผลักเข้าสู่หนังศีรษะบริเวณที่ผมน้อย เข้าสู่รากผมอย่างล้ำลึกเพื่อกระตุ้นให้ รากผมแต่ละจุดกลับฟื้นคืนชีพและงอกขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

5 ข้อจำกัดของการปลูกผมถาวร ที่หลายคนไม่รู้

1. ราคาปลูกผม แสนแพง คุ้มค่าจริงหรือ
ศัลยกรรมปลูกผมเป็นเหมือนศาสตร์และและงานศิลป์ เหมือนภาพเขียนที่ ราคาปลูกผม จะถูกหรือแพงขึ้นอยู่ที่ความพึงพอใจของผู้ซื้อ สำหรับ ราคาปลูกผม ในประเทศไทย แม้ว่าจะถูกกว่าต่างประเทศมาก แต่เมื่อพิจารณาดูจริงๆแล้ว ก็ถือว่าสูงมากอยู่ดี

Image

สำหรับราคาปลูกผมในประเทศไทยนั้น แต่ละประเภท จะคิดราคาไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับกระบวนการ แต่ทั้งนี้ การปลูกผมทั้งแบบผ่าตัด แบบไม่ผ่าตัด และแบบการใช้ Robot นั้นจะคิดราคาค่าปลูกผมตามปริมาณรากผมหรือกอผม(graft) ที่ย้ายมาปลูก กราฟหนึ่งจะมีเส้นผมประมาณ 1-3 เส้น ถ้าแบบผ่าตัดขั้นต่ำที่เคยทราบจะอยู่ที่ 150 บาท ต่อกราฟ ส่วนการปลูกผมแบบ FUE กับแบบ Robot ก็จะแพงขึ้นเนื่องจากมีเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้อง ซึ่งเราได้รวบรวม ราคาปลูกผม ชี้แจงไว้ในตารางด้านล่างนี้

วิธีปลูกผม ราคา เส้นผมต่อกราฟ ข้อจำกัด
1. ผ่าตัดปลูกผม แบบ FUT 150 บาท ต่อ กราฟ 1-3 เส้น

- ขั้นต่ำ 500 กราฟ

- ปลูกได้ครั้งละไม่เกิน  3000

- 5000 กราฟ

2. การปลูกผม แบบ ย้ายเซลล์รากผม  FUE 200 บาทต่อกราฟ 1-3 เส้น

- ขั้นต่ำ 500 กราฟ

- ทำได้ครั้งละไม่เกิน 1000 กราฟ

3. การปลูกผม โดยใช้หุ่นยนต์ 250 -300 บาท ต่อกราฟ 1-3 เส้น

- ขั้นต่ำ 1000 กราฟ

- ทำได้ครั้งละไม่เกิน 4000 กราฟ

4. เทคโนโลยี ปลูกผมด้วย STEM CELL

6,000 บาทต่อครั้ง ไม่จำกัด

- ต้องทำเป็นคอร์ส

- คอร์สประมาณ 5-10 ครั้งแล้วแต่สภาพปัญหาของแต่ละคน

ตัวอย่างการคำนวณราคา
พื้นที่บนศีรษะที่ต้องการปลูก 40 ตร.ซม.(ผู้รับบริการอาจลองวัดพื้นที่เองคร่าวๆ ที่บ้านได้)

ความหนาแน่น ที่ต้องการ จำนวนกราฟ

ราคาประเมิน FUT

(บาท)

ราคาประเมิน FUE

(บาท)

ราคาประเมิน ROBOT

(บาท)

25กราฟ/ตร.ซม. 25×40=1,000 1,000×150

=150,000

1,000×200

=200,000

1,000×250

=250,000

40กราฟ/ตร.ซม. 40×40=1,600 1,600×150

=240,000

1,600×200

=320,000

1,600×250

=400,000

50กราฟ/ตร.ซม. 50×40=2,000 2,000×150

=300,000

2,000×200

=400,000

2,000×250

=500,000

*ราคานี้เป็นการประเมินจากขั้นต่ำอย่างคร่าวๆ ปริมาณกราฟท์ที่ใช้จริงอาจขึ้นอยู่กับคลินิกและพิจารณาของแพทย์และความสะดวกของคนไข้ที่จะตกลงกันก่อนการรักษา

*ราคานี้เป็นราคาโดยประมาณ จากทั้งค่าผ่าตัดรวมค่ายาที่ใช้ในการผ่าตัดการดูแลล้างแผลตามมาตรฐานสองครั้ง+ค่าตัดไหม

จากราคาข้างต้น ตอนแรกที่แจ้งว่าเป็นกราฟ หลายคนอาจคิดว่า ไม่แพงนัก แต่ถ้าเรามาคำนวณจริงๆเราจะพบว่า การปลูกผมในครั้งหนึ่งนั้น ต้องปลูกไม่ต่ำกว่า 1,000 กราฟ  แม้ในบริเวณที่ต้องการปลูกที่ไม่กว้างมาก  เพราะตามความเป็นจริงทั่วทั้งหนังศีรษะของเรามีเส้นผมมากกว่า 100,000เส้น เพราะฉะนั้น ถ้าดูราคารวมแล้ว แพงมากๆ และจะอาจไม่คุ้มค่า หากคุณรู้ถึงข้อเสียที่เราจะบอกต่อในข้อต่อๆไปนี้

2. แผลผ่าตัด และรอยแผลเป็น

images (1)

image008

เป็นเรื่องที่ต้องทราบกันไว้แต่เนิ่นๆเลยว่า การปลูกผมถาวรนั้น ไม่ว่าจะทั้งแบบผ่าตัด แบบไม่ผ่าตัด แบบใช้หุ่นยนต์ นั้น ล้วนแล้วแต่มีแผลทั้งสิ้น ที่ออกมาโฆษณาว่า การปลูกผม FUE ไม่มีรอยแผลนั้น จริงๆ แล้ว คือ มีรอยแผล แต่เป็นจุดๆ ไม่ได้เป็นรอยแผลเย็บยาวแบบการผ่าตัดปลูกผม แบบ FUT

หลังทำศัลยกรรมปลูกผมด้วยวิธีมาตรฐานที่นิยมทำกันอยู่โดยทั่วไป (FUT – Follicular Unit Transplantation) จะมีแผลผ่าตัดเป็นเส้นตรงตามแนวนอนที่บริเวณท้ายทอย ส่วนการปลูกผมโดยการย้ายเซลล์รากผมนั้น รอยแผลเป็นจากการปลูกผม จะมีลักษณะแผลเป็นเล็กๆ จึงไม่ต้องเย็บแผล และเห็นรอยแผลเป็น เป็นจุด ๆ

3. การหลุดร่วงของเส้นผม หลังปลูกผมถาวร
อ่านไม่ผิดหรอกครับ ว่าผมจะร่วง หลังปลูกผม เพราะความเป็นจริงแล้วหลังจากการศัลยกรรมปลูกผมนั้น แทบทุกราย เส้นผมที่ทำการย้ายมาปลูกในตำแหน่งใหม่ จะหลุดร่วงออกมาประมาณ 10-14 วันหลังผ่าตัด แล้วเส้นผมถึงจะค่อยๆ งอกออกมามากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 6-8 สัปดาห์ หลังผ่าตัดและจะงอกยาวออกมาเรื่อยๆ

แต่ทั้งนี้ก็จะต้องรอผลลัพธ์การปลูกผมอีกประมาณ 6-12 เดือนว่า รากผมในตำแหน่งที่ปลูกใหม่นั้นจะงอกออกมาหรือไม่ ต้องใช้เวลาถึงจะบอกได้อย่างมั่นใจว่าการทำศัลยกรรมปลูกผมประสบความสำเร็จดีหรือไม่ และการจะปลูกผมซ้ำหรือแซมเสริมครั้งที่ 2 ซึ่งนั้นหมายถึงค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นอีก

4. ต้องกินยาควบด้วย เพราะปลูกผม ไม่ได้หยุดผมร่วง
แม้ว่าก่อนจะทำการผ่าตัดคุณต้องหยุดยาที่ใช้รักษาผมร่วง เช่น ฟีแนสเตอร์ไรด์, ไมนอ็กซิดิล หรือยากระตุ้นให้ผมยาวเร็วตัวอื่นๆ อย่างน้อย 4-6 เดือน เพื่อให้มองเห็นตำแหน่งที่ผมบางจริงๆ เพื่อให้หมอศัลยกรรมปลูกผมมองเห็นและทำการปลูกผมให้ในตำแหน่งที่ผมบางจริงๆ แต่หลังทำศัลยกรรมปลูกผมก็ต้องกินยาต่อ

หลายคนต่างคาดหวังหลังการปลูกผมแล้วจะไม่ต้องกินยาอีก ซึ่งยังเป็นเรื่องที่บางคนยังเข้าใจไม่ถูกต้อง เพราะความเป็นจริงแล้ว การปลูกผม ไม่สามารถช่วยให้เส้นผมในบริเวณที่ไม่ได้ปลูก หยุดร่วงแต่อย่างใด ดังนั้นหลังทำศัลยกรรมปลูกผมแล้วยังต้องกินยาเพื่อประคองผมส่วนอื่นที่ยังไม่ได้ทำศัลยกรรม มิเช่นนั้น ผมก็ยังคงร่วง และ ผมอาจจะบาง มากขึ้นก็ได้

5. ปลูกผมถาวร ที่ไม่ถาวรเสมอไป
เรื่องจริงของการปลูกผมถาวรที่น้อยคนนักจะรู้คือ นอกจากเส้นผมในตำแหน่งอื่นๆ ที่ไม่ได้การปลูกผมนั้น ยังคงหลุดร่วงได้ตามปกติหากหยุดยาแล้ว เส้นผมที่ผ่าตัดมาปลูกผมในบริเวณศีรษะล้านนั้น ก็สามารถหลุดร่วงได้ เมื่อเวลาผ่านไป 10-15ปีได้เช่นกัน

เพราะอย่าลืมว่า การปลูกผมนั้นเป็นการซ่อมแซมรากผมในบริเวณที่รากผมตายแล้ว แต่ไม่ใช่การรักษาหยุดยั้ง DHT ที่อยู่ร่างกายได้ ดังนั้น เมื่อ DHT ยังคงอยู่ กระบวนการทำลายรากผมจากฮอร์โมน DHT ยังเดินหน้าต่อเนื่อง และยิ่งในคนที่ปลูกผมตั้งแต่อายุยังน้อย (อายุไม่เกิน 30 ปี) อัตราของDHT ก็ยังคงสูงอยู่ ซึ่งสาเหตุนี้ก็จะทำให้อาจจะต้องกลับมาทำศัลยกรรมซ้ำในภายหลังเพราะว่าตำแหน่งที่ผมบางยังไม่หยุดนิ่งยังขยายไปเรื่อยๆ สรุปแล้วก็คือปลูกผมถาวร นั้นไม่ถาวรเสมอไป

ผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัดที่ต้องระวัง

แม้ว่าศัลยกรรมปลูกผมจะเป็นวิธีเดียวในปัจจุบันที่ได้รับการยอมรับแล้วว่ารักษาผมร่วง หัวล้าน ที่รากผมตายแล้วได้ผลดี แต่ก็ยังมีผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัดและข้อเท็จจริงหลังผ่าตัดบางประการที่ควรจะนำมาพิจารณา

การผ่าตัดปลูกผมถาวรถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ต้องใช้ความละเอียดมากและใช้เวลาผ่าตัดนาน ผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัดนั้นพบได้บ่อย แม้แต่ในมือผู้ชำนาญแบบมากที่สุดแล้วผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัดแบบไม่คาดคิดอาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

  • บวมแถวหน้าผากหลังผ่าตัด
  • มีเลือดออก
  • รากผมที่นำมาปลูกใหม่อักเสบ (Folliculitis) รักษาได้ง่ายด้วยยาปฏิชีวะนะชนิดกิน
  • เส้นผมงอกม้วนเข้าไปในใต้ผิวหนัง (Ingrowing hair) ทำให้มีตุ่มน้ำและอักเสบเรื้อรัง มักจะเป็นกับบางรากผมที่ปักปลูกลึกเกินไป แก้ไขได้ไม่ยากแพทย์อาจจะสกิดตุ่มน้ำหรือรากผมนั้นออกด้วยปลายเข็มเล็กๆ ส่วนยาปฏิชีวนะพิจารณาเป็นรายๆไป
  • รากผมที่นำมาปลูกใหม่ไม่งอกออกมา ส่วนใหญ่เกิดจากการมีภยันตรายต่อรากผมระหว่างการทำผ่าตัดหรือการตัดเตรียม กราฟท์ ผลแทรกซ้อนนี้เป็นผลโดยตรงมาจากทีมศัลยแพทย์ ว่ากันว่าถ้าศัลยแพทย์ปลูกผมทำการผ่าตัดแล้วมีอัตราการไม่งอกของรากผมเกิน 15 % นั่นแสดงถึงว่าทีมงานและศัลยแพทย์นั่นล้มเหลวในการผ่าตัดครั้งนั้น
  • ผิวหนังศีรษะบริเวณที่ปลูกผมใหม่มีสีเข้มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป บางคนวิตกปัญหานี้แต่ป้องกันได้ง่ายคือไม่ไปตากแดดเร็วเกินไปโดยเฉพาะช่วง 6 สัปดาห์แรก หลังผ่าตัด
  • อาการชาที่แผลผ่าตัดซึ่งมักจะหายไปเองภายใน 6 เดือนหลังผ่าตัดและพบได้ไม่บ่อย
  • ผิวหนังศีรษะตำแหน่งที่นำรากผมมาปลูกใหม่มีลักษณะขรุขระ (Cobblestoning) ส่วนใหญ่เกิดจากการปักปลูกรากผมใหม่ในตำแหน่งไม่ลึกพอ
  • ศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์ยังคงมีการขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องแม้นว่าเวลาจะผ่านไปหลายปีหลังผ่าตัด ถ้าการออกแบบแผลผ่าตัดที่ท้ายทอยทำได้ไม่ดี การจะผ่าตัดปลูกผมครั้งที่สองจะทำได้ยากมีข้อจำกัดมากขึ้น

Dermal Lens เทคโนโลยีปลูกผม ที่ไม่ต้องผ่าตัด

ในการปลูกผม สำหรับบริเวณที่รากผมตายแล้วนั้น นอกเหนือจากเทคนิควิธี ทั้งการผ่าตัด และไม่ต้องผ่าตัด ข้างต้นแล้ว ก็ยังมีอีกเทคโนโลยีหนึ่ง ที่ปัจจุบันกำลังเป็นที่สนใจอย่างมาก เนื่องจาก ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องเจ็บตัว และไม่มีผลข้างเคียงใดๆ
เทคโนโลยีการรักษา ปัญหาผมร่วง หัวล้าน นี้เรียกว่า Dermal Lens ซึ่งเป็นเทคนิคการปลูกผมรูปแบบใหม่ ที่ไม่ใช่การใช้ยา หรือไม่ใช่การผ่าตัด และไม่ใช่การ “รักษา” อย่างที่เคยมามาก่อนในประเทศไทย

เทคโนโลยี Dermal Lensนี้ส่งตรงจากฮอลลีวูด และได้รับการยอมรับจากสื่อต่างประเทศหลายแขนง ซึ่งในเมืองไทย มีคลินิกแห่งเดียวที่ได้สิทธิ์ขาดนั่นคือ “IHC”

Dermal Lens เป็นเทคนิควิธีการสร้างเส้นผมทดแทนด้วยที่จะทำให้คุณกลับมามีเส้นผมทั่วทั้งศีรษะอีกครั้งได้ด้วยนวัตกรรมผิวหนังเทียมที่ มีลักษณะเป็นเลนส์ บางมากๆ เพียง 0.02mm. ถือว่าบางที่สุดเท่าที่มีอยู่ทั่วโลกแล้ว

2017-06-16_161457

เลนส์จะมีลักษณะใส และยืดหยุ่น เสมือนเยื่อหุ้มเซลล์ สามารถระบายอากาศได้ใกล้เคียงกับผิวหนังจริง ทำให้เมื่อติดLens บนหนังศีรษะแล้วนั้นจะดูกลมกลืน เป็นธรรมชาติ ไร้รอยต่อที่หนังศีรษะ แม้จะลองสัมผัส หรือแหวกเส้นผมดู ก็จะไม่เห็นถึงความแตกต่าง

ส่วนเส้นผมนั้น ทางคลินิกจะเก็บตัวอย่างเส้นผมของลูกค้าที่มี ปัญหาผมร่วง หัวล้าน แต่ละคน ไปให้ Lab ที่อเมริกา ทำการจำลองพันธุกรรมของเส้นผม ให้มีขนาดและสีตรงตามผมต้นแบบของลูกค้า และเราจะนำเส้นผมที่ได้จากการจำลอง มาปักลงบนเลนส์แบบเส้นต่อเส้น ด้วยเทคนิคพิเศษที่เรียกว่า High Definition Hairline ผนวกกับใช้เทคนิค Graduating Hairline ในวางเส้นผมให้ไล่ความหนาบางของเส้นผม ตั้งแต่บริเวณโคนผม ไปจนสุดปลายผม เพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด

และเมื่อ Dermal Lens ของลูกค้าเสร็จเรียบร้อย ก็จะส่งกลับมาที่คลินิก และเราก็จะนัดลูกค้าเข้ามาทำการติดDermal Lens ซึ่งจะใช้เวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง คุณก็จะกลับมามีเส้นผมทั่วทั้งศีรษะอีกครั้ง”

ความพิเศษ อีกอย่างหนึ่งของDermal Lensนี้ คือ เลนส์สามารถอยู่ได้นาน 8 – 12 เดือน โดยไม่เสื่อมสภาพ และนอกจากนี้ผู้ที่ทำDermal Lens สามารถอาบน้ำ สระผม ตัดผม ว่ายน้ำ ตีกอล์ฟ หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้เป็นปกติ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าตัวเลนส์จะหลุด หรือเสียหาย

เปรียบเทียบ Dermal Lens กับการผ่าตัดปลูกผม
แม้ว่าการรักษาผมบาง หัวล้าน ชนิดรากผมตายแล้ว ให้ได้ผล นั้นคือ คุณก็ต้องพึ่งพาการศัลยกรรมปลูกผม ที่จะทิ้งรอยแผลเป็นไว้ที่ท้ายทอย และต้องทนเจ็บ แต่ถ้าคุณไม่อยากต้องเจ็บตัว และมีบาดแผล เทคโนโลยีการสร้างเส้นผมทดแทนด้วย Dermal Lens ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้คุณกลับมามีเส้นผมทั่วทั้งศีรษะอีกครั้งได้อย่างแน่นอน โดยเราได้เปรียบเทียบวิธีการปลูกผมถาวร กับการ ทำ Dermal Lens ให้เห็นถึงข้อได้เปรียบทั้งเรื่องของ จำนวนเส้นผม ราคา ความคุ้มค่า และความเสี่ยงให้เห็นกันจะจะไปเลย

จำนวนเส้นผม
ตามที่เราได้อธิบายราคาและวิธีการปลูกผมไปข้างต้นนั้น จะเห็นว่าในการปลูกผมถาวรแต่ละครั้ง จะปลูกผมเป็นกราฟ จำกัดขั้นต่ำที่ 500 กราฟ มากสุดไม่เกิน 5000 กราฟ กราฟนึงประมาณ1-3เส้น คละกันไป

เมื่อลองเฉลี่ยดูแล้ว หากปลูกผมในบริเวณหนึ่ง 40 ตร.ซม. ที่ปลูกหนาแน่นสุด 50 กราฟต่อ ตร.ซม. จะปลูกได้ 2,000 กราฟ จะมีเส้นผมมากที่สุดก็ไม่เกิน 6,000 เส้น ซึ่งถ้าดูตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะได้เส้นผมที่ไม่หนาเท่าไรนัก เพราะเส้นผมของคนเราโดยปกติมีมากกว่า100,000 เส้น แต่สามารถปลูกผมได้ครั้งละ หมื่นกว่าเส้นเท่านั้น เทียบกับ Dermal Lens แล้ว จะได้เส้นผมที่หนา เป็นธรรมชาติกว่ามาก ไม่จำกัดจำนวนเส้น ซึ่งประเมินอย่างต่ำ ในบริเวณเท่ากันกับที่ปลูกผม จะได้ไม่ต่ำกว่า 7,000 เส้น แน่นอน

ราคาและความคุ้มค่า
ถ้าดูจากปริมาณเส้นผม ที่ได้จะพบว่า Dermal Lens มีราคาที่คุ้มค่ากว่า การปลูกผมถาวรอย่างแน่นอน เพราะ Dermal Lens นั้นไม่จำกัดบริเวณที่ทำ และไม่จำกัดเส้นผม(ได้เส้นผมมากกว่า 2 เท่าของการปลูกผมถาวร) แต่ราคาโดยประมาณเพียง 59,000 บาท ต่อเลนส์เท่านั้น

ถ้าเทียบกับการผ่าตัดปลูกผม กราฟละประมาณ 150 บาท 1กราฟมี 1-3 เส้น ตกเส้นละ 50 บาท โดยทั่วไปจะปลูกได้แค่ ครั้งละไม่เกิน 5000 กราฟ แต่ขั้นต่ำจะปลูกผมอยู่ที่ 1000 กราฟ ได้เส้นผมประมาณ 3000 เส้น ไม่เกินจากนี้ แต่ราคาขั้นต่ำจะอยู่ที่ประมาณ 150,000บาท แล้ว

ส่วนที่หลายคนมองว่าการปลูกผมถาวรนั้นเป็นการลงทุนระยะยาวนั้น ก็จริงอยู่ที่ คุณลงทุนจ่ายค่าปลูกผมครั้งนี้ อยู่ได้ไปอีกนานกว่า 10 ปี แต่ทว่า ก็ไม่ได้มีการการันตีว่าในช่วงระยะเวลาหลังปลูกผมนั้น คุณจะไม่ต้องไปปลูกผมเพิ่มอีก เพราะอย่าลืมว่า จะต้องมีการประเมินว่าเส้นผมนั้นงอกใหม่หรือไม่ และจะต้องเพิ่มอีกเท่าไรเพื่อให้ได้เส้นผมที่ยาวและหนา ตามต้องการ

ผลลัพธ์
แม้ว่าการปลูกผมทั้งแบบผ่าตัด และแบบเจาะย้ายรากผม จะได้ผลดี แต่ก็อาศัยแพทย์ที่ชำนาญ มีความละเอียด และประณีต และที่สำคัญคือ รากผมที่ได้จะมีโอกาสชอกช้ำได้มาก โอกาสที่ปลูกแล้วงอกขึ้นใหม่ก็ต้องรอดูผล 4-6 เดือน

ในขณะที่ การทำ Dermal Lens นั้น ผู้เข้ารับบริการจะได้เส้นผมชัวร์ๆ ได้เส้นผมยาวตามที่คุณปรารถนา อีกทั้งผมไม่หลุดร่วง ไม่บางลงอย่างแน่นอน

ผลข้างเคียงและความเสี่ยง
การปลูกผมทั้งแบบผ่าตัด และแบบย้ายรากผม ทั้งด้วยมือแพทย์และด้วย Robot นั้น มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง ต้องต้องใช้แพทย์ที่เชี่ยวชาญในการผ่าตัด อีกทั้งยังฉีดยาชา มีอาการเจ็บปวด และมีบาดแผล รอยแผลเป็นด้วย ซึ่งหากเป็นการปลูกผมด้วยเทคโนโลยี Dermal Lens นั้น แม้วิธีการจะแตกต่างกัน แต่ก็ไม่มีความเสี่ยงใดๆ วัสดุที่ใช้นั้นเป็นหนังศีรษะเทียม แบบเดียวกับที่ใช้กับผู้ป่วยไฟไหม้ มีลักษณะบาง เป้นรูพรุนระบายอากาศได้ดี ไม่แพ้ ไม่ระคายเคือง และไม่เป้นอันตรายต่อหนังศีรษะแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่ต้องเจ็บ ไม่มีรอยแผลกวนใจ และยังสามารถดำเนินกิจวัตรประจำวัน ออกกำลัง เล่นกีฬาทั้งกลางแจ้ง และในร่มได้ ออกแดด ว่ายน้ำได้ตามปกติ ไม่ต้องเป็นกังวล

ลิขสิทธิ์บทความของ IHC-Hairloss.com
คลินิค ปลูกผม โดยไม่ต้องผ่าตัด
(ข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-367-0920,086-367-0940)

Written by

Comments are closed.

Download Package